ห้องเซิร์ฟเวอร์ (Server Room) หรือดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) คือ…
ศูนย์กลางของโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีขององค์กร การตรวจสอบในบริเวณนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าสินทรัพย์สารสนเทศที่สำคัญขององค์กรได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสม ทั้งในด้านความพร้อมใช้งาน (Availability), ความครบถ้วนถูกต้อง (Integrity) และการรักษาความลับ (Confidentiality) การตรวจสอบที่ดีต้องครอบคลุมทั้งการควบคุมทางกายภาพ (Physical Controls) และการควบคุมด้านสภาพแวดล้อม (Environmental Controls)
ต่อไปนี้คือปัจจัยสำคัญและหัวข้อที่ผู้ตรวจสอบไอที (IT Auditor) ต้องให้ความสำคัญในการตรวจสอบ
- ความมั่นคงปลอดภัยทางกายภาพและการควบคุมการเข้าถึง (Physical Security & Access Control)
ถือเป็นด่านแรกและเป็นหนึ่งในการควบคุมที่สำคัญที่สุด เพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งอาจนำไปสู่การโจรกรรม, การสร้างความเสียหาย หรือการลักลอบดูข้อมูล
สิ่งที่ต้องตรวจสอบ:
- ตำแหน่งที่ตั้ง (Location): ห้อง Server ควรตั้งอยู่ในบริเวณที่ปลอดภัย ไม่เสี่ยงต่อภัยธรรมชาติ และไม่อยู่ในเส้นทางเดินหลักที่คนเดินพลุกพล่าน
- โครงสร้างห้อง: ผนัง, พื้น, เพดาน มีความแข็งแรงทนทาน ประตูควรปิดสนิทเมื่อไม่มีคนเข้า-ออก
- การควบคุมการเข้าออก:
- มีระบบควบคุมการเข้าออกที่รัดกุม เช่น ใช้ Keycard, Biometrics (ลายนิ้วมือ, สแกนม่านตา) ร่วมกับรหัสผ่าน (Multi-factor Authentication)
- การเข้า-ออก ควรจำกัดสิทธิ์เฉพาะผู้ที่ได้รับอนุญาตตามหลักการ “Need-to-Know” เท่านั้น
- มีการเก็บบันทึกข้อมูลการเข้า-ออก (Access Log) ทั้งหมด และมีการสอบทานอย่างสม่ำเสมอ
- การจัดการผู้มาติดต่อ (Visitor Management): ผู้มาติดต่อทุกคนต้องลงทะเบียน, แลกบัตร, มีเจ้าหน้าที่ควบคุมดูแลตลอดเวลาที่อยู่ในพื้นที่ และต้องออกจากพื้นที่เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ
- ระบบกล้องวงจรปิด (CCTV): ติดตั้งในจุดที่สำคัญ เช่น ทางเข้า-ออก, ภายในห้อง, แนวตู้ Rack และต้องบันทึกภาพตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีระยะเวลาการเก็บข้อมูลที่เหมาะสม (อย่างน้อย 90 วัน)
- การรักษาความปลอดภัยอื่นๆ: มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเฝ้าบริเวณ (ถ้าจำเป็น), ไม่มีป้ายชี้บ่งว่าเป็นห้อง Server อย่างชัดเจนจากภายนอก
พื้นฐานของมาตรฐานที่ควรจะเป็น: ควรตระหนักว่า การเข้าถึงทุกครั้งต้องถูกบันทึกและตรวจสอบย้อนกลับได้ สิทธิ์ในการเข้าถึงต้องได้รับการอนุมัติและทบทวนอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งงาน
- การควบคุมสภาพแวดล้อม (Environmental Controls)
อุปกรณ์ไอทีมีความอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมสูง การควบคุมที่ดีจะช่วยยืดอายุการใช้งานและทำให้ระบบทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ
สิ่งที่ต้องตรวจสอบ:
- ระบบปรับอากาศ
- มีระบบปรับอากาศที่ออกแบบมาสำหรับห้อง Server ซึ่งควบคุมได้ทั้งอุณหภูมิและความชื้น
- ควรมีระบบปรับอากาศสำรอง (Redundancy, N+1) เพื่อให้ทำงานต่อเนื่องได้แม้ระบบหลักจะขัดข้อง
- การตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้น: มีเซ็นเซอร์ตรวจวัดและบันทึกค่าอย่างต่อเนื่อง และมีระบบแจ้งเตือน (Alert) เมื่อค่าสูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
- ระบบตรวจจับน้ำรั่วซึม (Water Leakage Detection): ติดตั้งเซ็นเซอร์ตามจุดเสี่ยง เช่น ใต้พื้นยก (Raised Floor) หรือตามแนวท่อของระบบปรับอากาศ
- การควบคุมฝุ่นละออง: มีการรักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ และพื้นเป็นแบบป้องกันไฟฟ้าสถิต (Anti-static)
มาตรฐานที่ควรจะเป็น:
- อุณหภูมิ (Temperature): อยู่ระหว่าง 20 – 24 องศาเซลเซียส
- ความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity): อยู่ระหว่าง 40% – 55%
- การป้องกันและระงับอัคคีภัย (Fire Suppression & Safety)
อัคคีภัยคือความเสี่ยงร้ายแรงที่สามารถสร้างความเสียหายทั้งหมดได้ในเวลาอันสั้น
สิ่งที่ต้องตรวจสอบ:
- ระบบตรวจจับควัน (Smoke Detection): ควรใช้ระบบตรวจจับควันที่ความไวสูงที่สามารถแจ้งเตือนได้ตั้งแต่เริ่มมีควันเพียงเล็กน้อย
- ระบบระงับอัคคีภัย: ต้องเป็นระบบที่ไม่สร้างความเสียหายแก่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และไม่ควรใช้ระบบ Sprinkler ที่เป็นน้ำโดยตรงเหนือตู้ Rack
- ถังดับเพลิง: ต้องเป็นชนิดที่ใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าได้ และติดตั้งในจุดที่เข้าถึงง่าย มีการตรวจสอบสภาพความพร้อมใช้งานอย่างสม่ำเสมอ
- ปุ่มตัดไฟฉุกเฉิน: ติดตั้งในตำแหน่งที่เห็นชัดเจนและเข้าถึงง่ายบริเวณทางออก
- การอบรม: พนักงานที่เกี่ยวข้องต้องผ่านการอบรมเรื่องแผนฉุกเฉินและวิธีใช้อุปกรณ์ดับเพลิงเบื้องต้น
พื้นฐานของมาตรฐานที่ควรจะเป็น: มีการทดสอบระบบตรวจจับและระงับอัคคีภัยตามรอบที่ผู้ผลิต/ผู้จำหน่ายกำหนด (อย่างน้อยปีละครั้ง) และมีเอกสารบันทึกการทดสอบ
- ระบบไฟฟ้าสำรอง (Power Supply)
หัวใจสำคัญของความพร้อมใช้งาน (Availability) คือระบบไฟฟ้าที่ต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ
สิ่งที่ต้องตรวจสอบ:
- เครื่องสำรองไฟฟ้า (UPS – Uninterruptible Power Supply):
- มีขนาดเหมาะสมกับภาระงาน (Load) และสามารถสำรองไฟได้นานเพียงพอให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเริ่มทำงาน
- มีการทดสอบและบำรุงรักษาแบตเตอรี่ตามรอบ
- เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) (ในกรณีที่มีการใช้ Generator):
- มีการทดสอบเดินเครื่องอย่างสม่ำเสมอ (เช่น ทุกสัปดาห์/เดือน) และมีเชื้อเพลิงเพียงพอ
- มีสัญญาบำรุงรักษากับผู้ให้บริการภายนอก
- ระบบไฟฟ้าสำรอง (Redundancy): ควรมีแหล่งจ่ายไฟ 2 แหล่ง (A/B Feed) ไปยังตู้ Rack เพื่อป้องกันกรณีแหล่งจ่ายไฟหลักแหล่งใดแหล่งหนึ่งขัดข้อง
พื้นฐานของมาตรฐานที่ควรจะเป็น: มีการทดสอบ UPS และ Generator อย่างเป็นระบบและบันทึกผลการทดสอบทุกครั้ง การออกแบบควรเป็นแบบ N+1 เป็นอย่างน้อยเพื่อความต่อเนื่อง
- การจัดการสายสัญญาณและตู้ Rack (Network Cabling & Rack Management)
ความเรียบร้อยและความเป็นระเบียบช่วยลดความผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) และทำให้การบำรุงรักษาง่ายขึ้น
สิ่งที่ต้องตรวจสอบ:
- การจัดวางตู้ Rack: ควรจัดวางแบบ Hot Aisle / Cold Aisle เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อน
- การเดินสายสัญญาณ (Cabling): สายสัญญาณและสายไฟต้องถูกจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบใน Cable Tray หรือใต้พื้นยก ไม่กีดขวางทางเดินหรือช่องลม
- การติดป้าย (Labeling): อุปกรณ์, Port, และสายสัญญาณทุกเส้นต้องมีป้ายชื่อ (Label) ที่ชัดเจนและสอดคล้องกับเอกสารประกอบ (Documentation)
- ความมั่นคงของตู้ Rack: ตู้ Rack ต้องถูกยึดติดกับพื้นอย่างมั่นคง และอุปกรณ์ภายในต้องถูกติดตั้งอย่างปลอดภัย
มาตรฐานสากลที่ทาง IT Auditor ผู้ตรวจสอบควรนำมาใช้มาตรฐาน หรือใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการประเมินความเพียงพอของการควบคุม เช่น ISO/IEC 27001 มาตรฐานระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (ISMS) โดยเฉพาะในส่วนของภาคผนวก A (Annex A) ที่ระบุการควบคุมด้าน Physical and Environmental Security










