จากข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 แม้อัตราพฤติกรรมการสูบบุหรี่..
ในช่วงปี 2550-2567 มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่กลับพบว่าคนไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 11.44 เท่า จากเดิม 78,742 คนในปี 2564 เพิ่มเป็น 900,459 ในปี 2567
ข้อมูลนี้ทำให้เราเห็นอะไรกันบ้างคะ?? จากการเพิ่มขึ้นหลายเท่าของผู้สูบในระยะเวลาเพียง 3 ปีนั้น แสดงถึงภาพลักษณ์ของการ “สูบ” กำลังเปลี่ยนไป โดยบุหรี่ไฟฟ้าได้เข้ามามีบทบาทโดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ความท้าทายของการควบคุมการสูบบุหรี่ในประเทศไทยจึงไม่ได้อยู่แค่จำนวนผู้สูบที่น้อยลง แต่ยังรวมถึงรูปแบบใหม่ของการสูบบุหรี่ที่เริ่มแพร่หลายในสังคม “เช่นนั้นแล้ว ภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ยังคงเป็นอาวุธหลักที่ช่วยต้านทานและลดปริมาณการสูบบุหรี่ได้อยู่หรือไม่” ก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตามมองไม่แพ้กันค่ะ
ภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ช่วยลดปริมาณการการสูบได้จริงหรือ
- สำหรับบุหรี่ไฟฟ้า ปัจจุบันรัฐบาลไทยในการคงนโยบายการห้ามนำเข้าและห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า เพราะไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังมีการพยายามทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่เป็นอันตราย หรือเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ในสังคม ภาครัฐจึงต้องออกกฎหมายปราบปรามการจำหน่ายและใช้อย่างต่อเนื่อง
- สำหรับบุหรี่ทั่วไป การจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ยังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยควบคุมและลดปริมาณการสูบ ซึ่งเห็นได้จากข้อมูลทางสถิติข้างต้นที่มีอัตราพฤติกรรมการสูบบุหรี่ลดลง เพราะนอกจากจะทำลายสุขภาพแล้ว การจะสูบบุหรี่แต่ละมวนแต่ละซองของบรรดาสิงห์นักสูบทั้งหลาย ยังมีต้นทุนภาษีที่ผู้สูบต้องจ่าย ผ่านโครงสร้างการอัตราภาษีที่มีการปรับปรุงถึง 2 ครั้งในรอบ 7 ปี และยิ่งในช่วงภาวะเศรษฐกิจซบเซาแบบนี้ย่อมมีผลต่อกระทบต่อกระเป๋าสตางค์ของผู้สูบแน่นอน เก็บออมเงินไว้ใช้จ่ายยามจำเป็นกันดีกว่า
ภาษีสรรพสามิตบุหรี่ แฝงอยู่ในบุหรี่แต่ละซองเท่าไหร่กันนะ
บุหรี่ ถูกจัดเก็บภาษีสรรพสามิตอยู่ภายใต้หมวดยาสูบ ประเภทสินค้าบุหรี่ซิกาแรต ปัจจุบันกรมสรรพสามิตใช้โครงสร้างการเก็บภาษีแบบผสม คือ
- เก็บภาษีตามปริมาณอัตรา 1.25 บาท ต่อมวน หรือ 25 บาทต่อซอง
- เก็บภาษีตามมูลค่า 2 อัตรา สำหรับบุหรี่ราคาถูกและราคาแพง โดยบุหรี่ที่มีราคาขายปลีกแนะนำเท่ากับหรือน้อยกว่า 72 บาท คิดภาษีตามมูลค่าในอัตราร้อยละ 25 ของราคาขายปลีกแนะนำ แต่หากราคาขายปลีกแนะนำเกินกว่า 72 บาท จะคิดภาษีที่อัตราร้อยละ 42 ของราคาขายปลีกแนะนำ
การเสียภาษีสรรพสามิตบุหรี่
ผู้มีหน้าที่การเสียภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ได้แก่ ผู้ผลิต หรือ ผู้นำเข้า เช่นเดียวกับสินค้าสรรพสามิตประเภทอื่นๆค่ะ แต่วิธีการเสียภาษีของบุหรี่จะผ่านการการชำระค่าสแตมป์ยาสูบ โดยแบ่งจุดความรับผิดเป็น 2 กรณี ได้แก่
- กรณีผู้ผลิต จะต้องชำระภาษีสรรพสามิตสำหรับค่าแสตมป์ยาสูบและภาษีอื่นๆที่เกี่ยวข้อง และปิดแสตมป์ยาสูบให้ครบถ้านก่อนขนออกจากโรงอุตสาหกรรม
- กรณีนำเข้า จะต้องชำระภาษีสรรพสามิตสำหรับค่าแสตมป์ยาสูบและภาษีอื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยให้ผู้นำเข้ายื่นแบบและชำระภาษีในเวลาที่ออกใบขนสินค้าเพื่อนำเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
หน้าที่ของผู้ผลิตและนำเข้าบุหรี่
หากจะประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ จำเป็นจะต้องรู้หน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมายด้วยนะคะ เพราะบุหรี่เป็นสินค้าที่ต้องมีการควบคุมและขอใบอนุญาตหลายขั้นตอน โดยสรุปหลักได้ดังนี้ค่ะ
- จดทะเบียนสรรพสามิต
- ขอใบอนุญาตผลิตยาสูบ (กรณีผู้ผลิต) และ ขอนำเข้ายาสูบ (กรณีผู้นำเข้า)
- แจ้งราคาขายปลีกแนะนำ
- ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษี
- ขอใบอนุญาตขายยาสูบ
- ทำบัญชีประจำวันและงบเดือนตามที่กฎหมายกำหนด
สรุปง่ายๆ ภาษีสรรพสามิตบุหรี่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาบุหรี่แต่ละซองสูงขึ้น เรียกว่าเป็นต้นทุนหลักเลยล่ะค่ะ แต่ภายใต้ราคาที่สูงขึ้นนั้น มันคือเครื่องมือเชิงนโยบายที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนลดหรือเลิกสูบบุหรี่ และเป็นการจัดเก็บรายได้เพื่อไปพัฒนาสุขภาพของคนในประเทศ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงอยู่ที่การออกแบบโครงสร้างภาษีให้มีประสิทธิภาพ ลดช่องโหว่ และสอดรับกับพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป เช่น การเข้ามาของบุหรี่เถื่อนหรือบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งต้องรอติดตามกันต่อไป







